เมื่อเราได้กลุ่มมหาอำนาจซึ่งสร้างConnection ร่วมกันจนครอบคลุมทั้งโลกแล้วจากตอนนี้เราจึงเริ่มมองเห็นโปรเจค"One Peace World" เป็นรูปเป็นร่างซะที เกมต่อมาชื่อว่า"Educated World"
Player
นักวิชาการจากทั่วโลก
Objective
การรวบรวมตำราและรูปแบบการเรียนรู้จากทั่วโลกเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนทั่วโลก
Rule
นักวิชาการเลือกประเทศที่มีรูปแบบการศึกษาสมัยใหม่และสมัยเก่าอย่างละ 1 ประเทศรวม 2 ประเทศเพื่อนำมาวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ที่จะผสมผสานจุดเด่นของทั้งสองระบบการศึกษาเข้าด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าทำได้ยากยิ่งหากนักวิชาการคนใดทำได้สำเร็จและได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วโลกว่าทฤษฎีใหม่นี้มีความเป็นไปได้ในการนำมาพัฒนาให้สามารถใช้ได้จริงจะได้รับการคัดเลือกตัวออกมาเพื่อคัดเอาหัวกระทิจากทั่วโลกมาค้นหาทฤษฎีบทที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก
Resource
ความรู้และวิสัยทัศน์ในการคัดเลือกประเทศที่แตกต่างกัน 2 ประเทศมาผสานรวมกัน และกึ๋นล้วนๆ
Conflict
นักวิชาการทุกคนต้องทำการ Brainstorm กันเพื่อต่อยอดความคิดซึ่งกันและกันให้มากที่สุดจึงจะสามารถนำมาใช้สร้างทฤษฎีการเรียนรู้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Outcome
นักวิชาการที่ได้รับคัดเลือกออกมาจะได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ขึ้นชื่อว่า"นักวิชาการโลก" เป็นต้น (เป็นคำนำหน้าชื่อที่เท่ๆแบบเดียวกันกับ "เซอร์")
หลักสูตรการศึกษาที่ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วโลกและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับหลักสูตรทั่วโลกได้ไม่มากก็น้อย
Tuesday, December 26, 2006
Wednesday, December 20, 2006
ออกแบบเกมภาค 6

ใครๆก็พูดกันว่าชีวิตเหมือนกับเกม แล้วทำไมถึงไม่มีใครลองสร้างเกมที่ผู้คนทั้งโลกต้องเล่นตั้งแต่เกิดดูละครับ เป้าหมายของเกมไม่ใช่อะไรที่ดูเลวร้ายนะครับเพียงแค่เมื่อพูดถึงเกมแล้วมันทำให้รู้สึกถึงความปรองดอง ถึงการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และที่สำคัญที่สุดคือมันสนุกสนาน พูดถึงเกมที่จะสามารถให้ผู้เล่นทั้งโลกเล่นได้ตลอดเวลาพร้อมกันคงจะไม่พ้นระบบออนไลน์แต่มันคงต้องเป็นระบบออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจริงๆ แบบว่าอภิมหาเศรษฐีทั่วโลกและประเทศมหาอำนาจต่างๆร่วมมือกันสร้างขึ้นมาเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ขอขนานนามโปรเจคนี้ว่า "ONE PEACE WORLD" เคยคิดบ้างมั้ยครับว่าทำไมจึงมีประเทศที่ด้อยพัฒนาและมีประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่บนโลกใบเดียวกัน ตอบได้ง่ายๆครับเพราะ"ประเทศ"เหล่านั้นมอง"ประเทศ"เป็นหลักไม่ได้มองที่ความเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกัน เมื่อพวกเขามอง"ประเทศ"เป็นหลักทำให้เกิดลำดับชั้นความสำคัญขึ้นในสมองของพวกเขาในขณะที่ผู้คนเหล่านี้ลืมไปว่าประเทศทุกประเทศล้วนตั้งอยู่บนโลกใบเดียวกันใช้ทรัพยากรของโลกใบเดียวกันและเป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำไมต้องมีการแก่งแย่งชิงดีกันบนโลกใบนี้...? เป็นคำถามยอดฮิตที่คนธรรมดาอย่างเราๆคงต้องเคยถามกับตัวเองคนละหลายครั้ง ตอบในความคิดของผมคือการแย่งมันทำได้ง่ายกว่าการสร้างไงครับ ผู้คนเลือกที่จะมองหาวิธีการแย่งที่มีประสิทธิภาพจากผู้อื่นเพราะการแย่งทำให้เราสามารถได้ทุกสิ่งทุกอย่างมาไว้ในครอบครอง ต่างจากการสร้างที่มีความซับซ้อนยุ่งยากและทำให้สำเร็จได้ยากยิ่งกว่า ตรงจุดนี้เองครับที่ผมมองว่าการสร้างที่ใครก็ว่ายากนั้นมันไม่ได้เกินกว่าความสามารถของมนุษย์เลยหากมนุษย์ผู้นั้นได้ถูกฝึกฝนทักษะมาตั้งแต่แรกเกิด พูดมาถึงตรงนี้แล้วหากใครอ่านมาตั้งแต่ต้นคงจะพอมองภาพออกแล้วใช่มั้ยครับ เกมที่ผมกำลังจะออกแบบนั้นคือเกมที่จะช่วยให้ผู้คนจากประเทศด้อยพัฒนาได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะเพื่อให้มีเอกลักษณ์ติดตัวตั้งแต่เด็กและสามารถมีจุดเด่นที่นำไปใช้ประกอบวิชาชีพได้ในอนาคตนั่นเอง
หากจะให้เกมนี้ประสบความสำเร็จคงต้องเริ่มทำไปทีละขั้นตอนอันดับแรกต้องสร้างเกม "รวมมหาอำนาจจากทั่วโลก" ก่อน
Player
อภิมหาเศรษฐีทั้งหลายจากทั่วทุกมุมโลกและเจ้าของประเทศต่างๆ
Objective
ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสจากทั่วโลกไม่ใช่เพียงด้านการเงิน หรืออาหาร แต่เป็นด้านความรู้เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วย
Rule
อภิมหาเศรษฐีและผู้นำประเทศต่างๆต้องเลือกประเทศด้อยพัฒนามาคนละ 1 ประเทศเพื่อเข้าไปพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และให้การศึกษา โดยจะวัดผลโดยดูจากคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศที่ดีขึ้นและความสามารถในการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก หากพบว่าผู้เล่นคนใดขัดขวางคู่แข่งจะถูกตัดสิทธิ์ทันที
Resource
ทรัพย์สินในมือและหัวคิดในการวางแผนสร้างรากฐานให้แก่ประเทศเหล่านั้น
Conflict
ผู้เล่นทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้าง Connection ในด้านต่างๆเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศที่ตนเลือกให้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
Outcome
1.ผู้เล่นทุกคนที่เข้าร่วมเล่นเกมนี้จนจบจะได้รับการจารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์เพื่อให้คนรุ่นต่อๆไปได้รับรู้
2.ได้รับเสียงสรรเสริญจากผู้คนในประเทศที่ได้รับการช่วยเหลือเหล่านั้น
***หากเกมนี้ประสบความสำเร็จเราคงจะได้ดรีมทีมอภิมหาเศรษฐีและผู้นำจากประเทศมหาอำนาจมาร่วมมือกันนะครับ
สโนว์ไวท์กับคนแคระหิวทองทั้ง 7-10 (สโนว์ไวท์หลับอยู่)
Player
4-10 คน ยิ่งเยอะยิ่งมันส์ครับ
Objective
มีเป้าหมายอยู่ 2 อย่างในเวลาเดียวกันคือ
1. คนแคระดีพยายามต่อเส้นทางไปสู่ทองให้ถูกต้อง
2. คนแคระเลวพยายามทำให้เพื่อนล้มเหลวในการขุดทอง
Rule
กำหนดสถานภาพของผู้เล่นโดยการสุ่มหยิบการ์ดซึ่งโดยส่วนมากอัตราส่วนระหว่างคนแคระดีกับเลวจะเป็น 2:1 คือเล่น 6 คนดี 4 เลว 2 เป็นต้น ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับแจกการ์ดคนละ 3 ใบ และผลัดกันลงการ์ดได้ตาละ 1 ใบต่อ 1 คน กระดานจะมีขนาดเท่ากับการ์ดวางเรียงกัน 8x5 ใบ ตรงตำแหน่งเส้นชัยจะมีการ์ดทองอยู่ 1 ใบและการ์ดหินอยู่สองใบซึ่งผู้เล่นจะไม่รู้ตำแหน่งที่ถูกต้องของทอง
Resource
การ์ดบนมือผู้เล่นซึ่งจะแบ่งเป็นหลักๆ 4 แบบคือ
1. การ์ดเส้นทางซึ่งจะมีทั้งทางตันและทางเชื่อมซึ่งการใช้จะขึ้นอยู่กับสถานภาพของผู้เล่นเป็นสำคัญ
2. การ์ดหยุดผู้เล่นซึ่งตัวการ์ดจะเป็นลักษณะของเครื่องมือที่เสียหายแล้วเมื่อผู้เล่นคนใดโดนการ์ดลักษณะนี้จะไม่สามารถใช้การ์ดในข้อ 1. ได้ และการ์ดช่วยผู้เล่นซึ่งตัวการ์ดจะเป็นลักษณะของเครื่องมือที่ไม่เสียหายซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับรูปเครื่องมือที่เสียหายจึงจะช่วยเพื่อนได้
3. การ์ดระเบิดสามารถทำลายการ์ดเส้นทางได้ 1 ใบ
4. การ์ดแผนที่เมื่อใช้แล้วเราจะสามารถดูการ์ดทองซึ่งเป็นเส้นชัยได้ 1 ใบจาก 3 ใบ เพื่อดูว่าตำแหน่งของทองอยู่ที่ใบไหน
การ์ดรางวัล 1 แบบ คือการ์ดทองซึ่งผู้ชนะจะได้ไป
การ์ดสถานภาพซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าใครเล่นเป็นคนดีใครเล่นเป็นคนร้าย
Conflict
การใช้ไหวพริบระหว่างคนดีและคนเลวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทั้งสอง (คนดีพยายามต่อทาง คนเลวพยายามทำลายเส้นทาง) และสามารถใช้คำพูดหลอกล่อเพื่อให้อีกฝ่ายสับสนได้
Outcome
การ์ดทอง และความสะใจเมื่อสามารถเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้
***เป็นเกมที่มันส์มากๆครับเล่นกันกี่รอบก็ไม่เบื่อแต่แอบรู้สึกว่าผู้ร้ายมันจะได้เปรียบคนดีมากเกินไปหน่อย(แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงจะเป็นงั้นก็เถอะ) ด้วยปัจจัยต่างๆดังนี้ครับ
1. ผู้ร้ายทำหน้าที่แค่ก่อกวนอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องเล่นเป็นทีมเวิร์คกับเพื่อนคนร้ายด้วยกัน
2. คนร้ายปกปิดสถานภาพตัวเองอยู่จึงง่ายต่อการก่อกวน(บางเวลาคนดีบางคนก็กลั่นแกล้งกันเอง ฮา)
3. เงื่อนไขของคนดีมีมากกว่าคนร้ายหลายข้อด้วยกันคือ
1. ต้องต่อทางกันไปสู่ทองซึ่งมีโอกาสถูกเพียง 1 ใน 3
2. ต้องทำงานเป็นทีมเวิร์คในขณะที่ไม่รู้ว่าใครคือศัตรู
จากปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาส่งผลให้การ์ดบนมือของคนดีดูเหมือนจะมีคุณค่าด้อยกว่าการ์ดบนมือคนเลวมากพอดู ทำให้ผลออกมาคนเลวมักจะชนะคนดีบ่อยกว่า แต่ก็ไม่ส่งผลอะไรมากต่อความสนุกของเกมครับเพราะความสนุกอยู่ที่การเล่นซะมากกว่าไม่ได้อยู่ที่ผลแพ้ชนะเลย
4-10 คน ยิ่งเยอะยิ่งมันส์ครับ
Objective
มีเป้าหมายอยู่ 2 อย่างในเวลาเดียวกันคือ
1. คนแคระดีพยายามต่อเส้นทางไปสู่ทองให้ถูกต้อง
2. คนแคระเลวพยายามทำให้เพื่อนล้มเหลวในการขุดทอง
Rule
กำหนดสถานภาพของผู้เล่นโดยการสุ่มหยิบการ์ดซึ่งโดยส่วนมากอัตราส่วนระหว่างคนแคระดีกับเลวจะเป็น 2:1 คือเล่น 6 คนดี 4 เลว 2 เป็นต้น ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับแจกการ์ดคนละ 3 ใบ และผลัดกันลงการ์ดได้ตาละ 1 ใบต่อ 1 คน กระดานจะมีขนาดเท่ากับการ์ดวางเรียงกัน 8x5 ใบ ตรงตำแหน่งเส้นชัยจะมีการ์ดทองอยู่ 1 ใบและการ์ดหินอยู่สองใบซึ่งผู้เล่นจะไม่รู้ตำแหน่งที่ถูกต้องของทอง
Resource
การ์ดบนมือผู้เล่นซึ่งจะแบ่งเป็นหลักๆ 4 แบบคือ
1. การ์ดเส้นทางซึ่งจะมีทั้งทางตันและทางเชื่อมซึ่งการใช้จะขึ้นอยู่กับสถานภาพของผู้เล่นเป็นสำคัญ
2. การ์ดหยุดผู้เล่นซึ่งตัวการ์ดจะเป็นลักษณะของเครื่องมือที่เสียหายแล้วเมื่อผู้เล่นคนใดโดนการ์ดลักษณะนี้จะไม่สามารถใช้การ์ดในข้อ 1. ได้ และการ์ดช่วยผู้เล่นซึ่งตัวการ์ดจะเป็นลักษณะของเครื่องมือที่ไม่เสียหายซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับรูปเครื่องมือที่เสียหายจึงจะช่วยเพื่อนได้
3. การ์ดระเบิดสามารถทำลายการ์ดเส้นทางได้ 1 ใบ
4. การ์ดแผนที่เมื่อใช้แล้วเราจะสามารถดูการ์ดทองซึ่งเป็นเส้นชัยได้ 1 ใบจาก 3 ใบ เพื่อดูว่าตำแหน่งของทองอยู่ที่ใบไหน
การ์ดรางวัล 1 แบบ คือการ์ดทองซึ่งผู้ชนะจะได้ไป
การ์ดสถานภาพซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าใครเล่นเป็นคนดีใครเล่นเป็นคนร้าย
Conflict
การใช้ไหวพริบระหว่างคนดีและคนเลวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทั้งสอง (คนดีพยายามต่อทาง คนเลวพยายามทำลายเส้นทาง) และสามารถใช้คำพูดหลอกล่อเพื่อให้อีกฝ่ายสับสนได้
Outcome
การ์ดทอง และความสะใจเมื่อสามารถเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้
***เป็นเกมที่มันส์มากๆครับเล่นกันกี่รอบก็ไม่เบื่อแต่แอบรู้สึกว่าผู้ร้ายมันจะได้เปรียบคนดีมากเกินไปหน่อย(แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงจะเป็นงั้นก็เถอะ) ด้วยปัจจัยต่างๆดังนี้ครับ
1. ผู้ร้ายทำหน้าที่แค่ก่อกวนอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องเล่นเป็นทีมเวิร์คกับเพื่อนคนร้ายด้วยกัน
2. คนร้ายปกปิดสถานภาพตัวเองอยู่จึงง่ายต่อการก่อกวน(บางเวลาคนดีบางคนก็กลั่นแกล้งกันเอง ฮา)
3. เงื่อนไขของคนดีมีมากกว่าคนร้ายหลายข้อด้วยกันคือ
1. ต้องต่อทางกันไปสู่ทองซึ่งมีโอกาสถูกเพียง 1 ใน 3
2. ต้องทำงานเป็นทีมเวิร์คในขณะที่ไม่รู้ว่าใครคือศัตรู
จากปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาส่งผลให้การ์ดบนมือของคนดีดูเหมือนจะมีคุณค่าด้อยกว่าการ์ดบนมือคนเลวมากพอดู ทำให้ผลออกมาคนเลวมักจะชนะคนดีบ่อยกว่า แต่ก็ไม่ส่งผลอะไรมากต่อความสนุกของเกมครับเพราะความสนุกอยู่ที่การเล่นซะมากกว่าไม่ได้อยู่ที่ผลแพ้ชนะเลย
ความเห็นกับการเล่นบอร์ดเกมกับเพื่อนๆ
ผมว่าบอร์ดเกมเป็นสิ่งที่สามารถผลาญเวลาได้อย่างดีทีเดียว ยิ่งเมื่อเพื่อนๆหลายๆคนมีโอกาสมาเล่นด้วยกันแล้วละก็ถึงกับลืมเวลาไปเลยแผลบเดียวก็ผ่านไป3-4 ชั่วโมงแล้ว........
สัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสได้เล่นเกมกระดานหลากหลายเกมด้วยกัน ดังนี้
1.เกมคนแคระขุดทอง
2.เกมนกเพนกวินแย่งปลา
3.เกมแข่งประมูลซื้อที่ดิน
บอกได้ 3 คำเลยว่า อึ้ง ทึ่ง เสียว กับแนวคิดของแต่ละเกม ไม่รู้ว่าผู้สร้างนั้นคิดได้อย่างไรอย่างเกมคนแคระ ซึ่งเป็นเกมที่สนุกมากเมื่อเล่นกันหลายๆคน ผู้เล่นแต่ละคนต้องใช้ไหวพริบอย่างมากเพื่อให้รู้ถึงตำแหน่งของทองและสถานภาพของผู้เล่นคนอื่นๆเพื่อให้เราชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ในท้ายที่สุดก็จำเป็นต้องใช้ความเป็นทีมเวิร์คร่วมด้วยอยู่ดี ส่วนเกมนกเพนกวินแย่งปลากับเกมประมูลซื้อที่ดินนั้นส่วนใหญ่เป็นการใช้ตรรกกะเพื่อวางแผนการกระทำล่วงหน้าไปหลายๆตาแต่เกมประมูลซื้อที่ดินนั้นจำเป็นต้องใช้ความกล้าและการตัดสินใจเฉพาะหน้าร่วมด้วย โดยรวมทั้งสองเกมนั้นจึงเป็นเกมที่ใช้ความคิดมากมายกว่าเกมแรกมากนักสุดท้ายเลยเหลือแต่ผู้ชายเล่นกันสาวๆหนีไปเล่นเกมอื่นหมด(-_-")เซงเลยสิครับ 555 แต่เมื่อเล่นไปสักพักทำให้ผมเริ่มจับจุดบางอย่างของเกมกระดานได้ครับ คือเกมกระดานนั้นเป็นแค่เครื่องมือในการสร้างกรอบความคิดซึ่งผมขอเรียกว่าสังเวียนก็แล้วกัน กรอบความคิดนี้มีไว้เพื่อให้ผู้เล่นแต่ละคนได้ขึ้นมายืนอยู่บนสังเวียนเดียวกันและต่อสู้กันภายใต้กฏเกณฑ์เดียวกัน ดังนั้นความสนุกของเกมจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเกมเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากการใช้ปัญญาและดวงห้ำหั่นกันระหว่างผู้เล่นแต่ละคนซะมากกว่า ดังนั้นหากผมจะลองสร้างเกมกระดานดูบ้างก็คงตั้งกฏง่ายๆแล้วจับคนเยอะๆมาเล่นด้วยกันเท่านี้ก็น่าจะสนุกแล้วครับ(มั้ง)
สัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสได้เล่นเกมกระดานหลากหลายเกมด้วยกัน ดังนี้
1.เกมคนแคระขุดทอง
2.เกมนกเพนกวินแย่งปลา
3.เกมแข่งประมูลซื้อที่ดิน
บอกได้ 3 คำเลยว่า อึ้ง ทึ่ง เสียว กับแนวคิดของแต่ละเกม ไม่รู้ว่าผู้สร้างนั้นคิดได้อย่างไรอย่างเกมคนแคระ ซึ่งเป็นเกมที่สนุกมากเมื่อเล่นกันหลายๆคน ผู้เล่นแต่ละคนต้องใช้ไหวพริบอย่างมากเพื่อให้รู้ถึงตำแหน่งของทองและสถานภาพของผู้เล่นคนอื่นๆเพื่อให้เราชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ในท้ายที่สุดก็จำเป็นต้องใช้ความเป็นทีมเวิร์คร่วมด้วยอยู่ดี ส่วนเกมนกเพนกวินแย่งปลากับเกมประมูลซื้อที่ดินนั้นส่วนใหญ่เป็นการใช้ตรรกกะเพื่อวางแผนการกระทำล่วงหน้าไปหลายๆตาแต่เกมประมูลซื้อที่ดินนั้นจำเป็นต้องใช้ความกล้าและการตัดสินใจเฉพาะหน้าร่วมด้วย โดยรวมทั้งสองเกมนั้นจึงเป็นเกมที่ใช้ความคิดมากมายกว่าเกมแรกมากนักสุดท้ายเลยเหลือแต่ผู้ชายเล่นกันสาวๆหนีไปเล่นเกมอื่นหมด(-_-")เซงเลยสิครับ 555 แต่เมื่อเล่นไปสักพักทำให้ผมเริ่มจับจุดบางอย่างของเกมกระดานได้ครับ คือเกมกระดานนั้นเป็นแค่เครื่องมือในการสร้างกรอบความคิดซึ่งผมขอเรียกว่าสังเวียนก็แล้วกัน กรอบความคิดนี้มีไว้เพื่อให้ผู้เล่นแต่ละคนได้ขึ้นมายืนอยู่บนสังเวียนเดียวกันและต่อสู้กันภายใต้กฏเกณฑ์เดียวกัน ดังนั้นความสนุกของเกมจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเกมเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากการใช้ปัญญาและดวงห้ำหั่นกันระหว่างผู้เล่นแต่ละคนซะมากกว่า ดังนั้นหากผมจะลองสร้างเกมกระดานดูบ้างก็คงตั้งกฏง่ายๆแล้วจับคนเยอะๆมาเล่นด้วยกันเท่านี้ก็น่าจะสนุกแล้วครับ(มั้ง)
Wednesday, December 13, 2006
Story Telling
ผมทดลองใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบ non-linear ดูครับ ลองอ่านเล่นๆดูนะครับถ้าตอบข้อไหนก็ให้ไปอ่านที่สีนั้นครับ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแถบชานเมืองที่สงบสุขแห่งหนึ่ง ในตอนเช้าตรู่เด็กชายได้ออกเดินทางไปเก็บฟืนในป่าเป็นปกติประจำวันเหมือนทุกวันแต่วันนี้มีอะไรแปลกไป "ผู้คนหายไปไหนหมดนะ" เด็กชายพูดพร้อมกับเหลือบไปเห็นกระดาษใบปลิวแผ่นหนึ่งบนพื้น
เด็กชายจะทำอย่างไร
1.ไม่สนใจรีบไปเก็บฟืนดีกว่า
2.หยิบขึ้นมาอ่านดู
ตอบข้อ1. เด็กชายเดินทางต่อไปถึงชายป่าพบลูกสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งบาดเจ็บและเดินโซเซอยู่แถวนั้น
เด็กชายจะทำอย่างไร
3. เข้าไปช่วยเหลือ
4.ไม่สนใจเดินต่อเข้าไปในป่า
ตอบข้อ2. ข้อความในใบปลิวเขียนว่า"ประกาศ ท่านเจ้าเมืองได้ทำสัตว์เลี้ยงสุดที่รักหายไปผู้ใดพบเห็นและสามารถจับกลับมาได้มีรางวัลให้อย่างงาม ติดต่อที่ประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งเบาะแส" เด็กชายพิจารณาอยู่สักพักหนึ่งจึงพูดขึ้น "บ้ารึเปล่าเนี่ยทำสัตว์เลี้ยงหายแล้วสัตว์เลี้ยงนั่นมันตัวอะไรเล่าไม่เขียนบอกแล้วใครมันจะรู้ไร้สาระจริงๆ" เด็กชายจึงโยนใบปลิวทิ้งและออกเดินทางเพื่อไปเก็บฟืนต่อ เมื่อเข้าไปในป่าจึงพบว่าวันนี้ในป่าพลุกพล่านไปด้วยผู้คนในหมู่บ้านซึ่งออกตามหาสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมือง บ้างก็อุ้มลิง บ้างก็อุ้มกระต่ายป่าวิ่งแข่งกันไปที่ปราสาทเจ้าเมืองเพื่อดูว่าใช่สัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมืองหรือไม่
เด็กชายจะทำอย่างไร
5. เลิกเก็บฟืนและออกตามหาสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมือง
6. ไม่สนใจและเดินเก็บฟืนต่อ
ตอบข้อ3. เมื่อเด็กชายปฐมพยาบาลจิ้งจอกน้อยตัวนั้นด้วยพืชสมุนไพรและเถาวัลย์ที่ขึ้นอยู่แถวนั้นเสร็จ
เด็กชายจะทำอย่างไร
7. พาลูกสุนัขจิ้งจอกกลับบ้าน
8. ปล่อยเข้าป่าไป
ตอบข้อ4. ข้อ6. และข้อ8. เมื่อเก็บฟืนเสร็จเด็กชายจึงนำฟืนกลับบ้าน และเริ่มจัดการต้มน้ำสำหรับอาบพร้อมทั้งทำอาหารเช้าให้กับพ่อแม่ซึ่งกำลังจะกลับมาจากการทำงานในตอนรุ่งสาง เรื่องราวของเด็กชายผู้นี้จึงจบลงด้วยชีวิตประจำวันธรรมดาของเขา
ตอบข้อ5. เด็กชายออกตามหาสัตว์เลี้ยงที่ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไรอยู่นานจนเวลาล่วงเลยไปถึงเกือบเที่ยงวัน เด็กชายรู้สึกเหนื่อยมากจึงนั่งพักสักครู่หนึ่งและออกเดินทางกลับบ้านมามือเปล่า เมื่อมาถึงบ้านพบว่าแม่ของตนทำท่าตื่นตกใจและวิ่งเข้ามากอด " นี่ลูกหายไปไหนมาตั้งครึ่งค่อนวันแม่เป็นห่วงมากนะ" แม่พูด
พ่อเปิดประตูเข้ามาทำท่าโกรธและเดินตรงเข้ามาเขกหัวเด็กชาย 1 ที พร้อมทั้งว่ากล่าวเด็กชาย "รู้มั้ยว่าแม่เป็นห่วงมาก ทำงานมาก็เหนื่อยพออยู่แล้วกลับมายังต้องมาห่วงลูกอีกคราวหน้าคราวหลังอย่าให้เป็นอย่างนี้อีกนะ" พ่อด่าเด็กชายด้วยเสียงที่ดัง เด็กชายร้องไห้และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อแม่ฟัง แม่จึงบอกเด็กชายว่ามีคนพบสัตว์เลี้ยงของเจ้าเมืองแล้วเป็นลูกสุนัขจิ้งจอกนอนสลบอยู่ที่ลำธารในป่าใกล้ๆนี่เอง พร้อมกับต่อว่าเด็กชายว่าอย่างทำอย่างนี้อีก เรื่องราวของเด็กชายผู้นี้จึงจบลงด้วยชีวิตประจำวันที่เด็กชายจะคงจำขึ้นใจไปอีกนาน
ตอบข้อ7. เมื่อกลับมาถึงบ้านเด็กชายจึงเอาตระกร้าใบเก่าของแม่ที่ไม่ได้ใช้แล้วจัดการวางรองด้วยผ้าและให้ลูกสุนัขจิ้งจอกนอนพักภายในนั้น เมื่อพ่อแม่ของเด็กชายกลับมาถึงเด็กชายจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อและแม่ฟัง รวมทั้งขอโทษเรื่องที่ไม่ได้เก็บฟืนและทำอาหารเตรียมไว้ พ่อแม่ยิ้มและลูบหัวเด็กชายพร้อมทั้งบอกว่าลูกได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ต้องขอโทษหรอก พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้น"แอ๊ด! สวัสดีครับ! กระผมเป็นคนของเจ้าเมือง เราได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีเสียงลูกสุนัขดังออกมาจากบ้านนี้ทั้งที่บ้านหลังนี้ไม่ได้เลี้ยงสุนัข เนื่องจากท่านเจ้าเมืองได้ทำลูกสุนัขจิ้งจอกหายไปเราจึงมาตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง นั่น!!ชาล็อต!! ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้" นายทหารตะโกน เด็กชายเล่าเรื่องทั้งหมดให้นายทหารฟังนายทหารได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวขอบคุณเด็กชายและสั่งให้ทหารอีกคนไปนำรางวัลมาให้ ของรางวัลนั้นได้แก่แม่ไก่ 5 ตัว และวัวนมพันธุ์ดีอีก 3 ตัว เรื่องราวของเด็กชายผู้นี้จึงจบลงด้วยความสุข
***แหม่ได้ทดลองเขียนแล้วมันก็สนุกไม่หยอกเหมือนกันนะเนี่ยชักติดใจซะแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า"การตัดสินใจทำสิ่งใดก็ตาม อาจส่งผลต่ออนาคตอันไกลได้ จะคิดทำสิ่งใดจงคิดให้ดี ตัดสินใจแล้วก็ทำซะจะได้ไม่เสียใจภายหลัง" อ่านแล้วก็อย่าคิดอะไรมากนะครับผมก็เขียนเล่นๆแบบคิดอะไรได้ก็เขียนไป และก็ขอบคุณมากที่อ่านนะครับ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแถบชานเมืองที่สงบสุขแห่งหนึ่ง ในตอนเช้าตรู่เด็กชายได้ออกเดินทางไปเก็บฟืนในป่าเป็นปกติประจำวันเหมือนทุกวันแต่วันนี้มีอะไรแปลกไป "ผู้คนหายไปไหนหมดนะ" เด็กชายพูดพร้อมกับเหลือบไปเห็นกระดาษใบปลิวแผ่นหนึ่งบนพื้น
เด็กชายจะทำอย่างไร
1.ไม่สนใจรีบไปเก็บฟืนดีกว่า
2.หยิบขึ้นมาอ่านดู
ตอบข้อ1. เด็กชายเดินทางต่อไปถึงชายป่าพบลูกสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งบาดเจ็บและเดินโซเซอยู่แถวนั้น
เด็กชายจะทำอย่างไร
3. เข้าไปช่วยเหลือ
4.ไม่สนใจเดินต่อเข้าไปในป่า
ตอบข้อ2. ข้อความในใบปลิวเขียนว่า"ประกาศ ท่านเจ้าเมืองได้ทำสัตว์เลี้ยงสุดที่รักหายไปผู้ใดพบเห็นและสามารถจับกลับมาได้มีรางวัลให้อย่างงาม ติดต่อที่ประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งเบาะแส" เด็กชายพิจารณาอยู่สักพักหนึ่งจึงพูดขึ้น "บ้ารึเปล่าเนี่ยทำสัตว์เลี้ยงหายแล้วสัตว์เลี้ยงนั่นมันตัวอะไรเล่าไม่เขียนบอกแล้วใครมันจะรู้ไร้สาระจริงๆ" เด็กชายจึงโยนใบปลิวทิ้งและออกเดินทางเพื่อไปเก็บฟืนต่อ เมื่อเข้าไปในป่าจึงพบว่าวันนี้ในป่าพลุกพล่านไปด้วยผู้คนในหมู่บ้านซึ่งออกตามหาสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมือง บ้างก็อุ้มลิง บ้างก็อุ้มกระต่ายป่าวิ่งแข่งกันไปที่ปราสาทเจ้าเมืองเพื่อดูว่าใช่สัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมืองหรือไม่
เด็กชายจะทำอย่างไร
5. เลิกเก็บฟืนและออกตามหาสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าเมือง
6. ไม่สนใจและเดินเก็บฟืนต่อ
ตอบข้อ3. เมื่อเด็กชายปฐมพยาบาลจิ้งจอกน้อยตัวนั้นด้วยพืชสมุนไพรและเถาวัลย์ที่ขึ้นอยู่แถวนั้นเสร็จ
เด็กชายจะทำอย่างไร
7. พาลูกสุนัขจิ้งจอกกลับบ้าน
8. ปล่อยเข้าป่าไป
ตอบข้อ4. ข้อ6. และข้อ8. เมื่อเก็บฟืนเสร็จเด็กชายจึงนำฟืนกลับบ้าน และเริ่มจัดการต้มน้ำสำหรับอาบพร้อมทั้งทำอาหารเช้าให้กับพ่อแม่ซึ่งกำลังจะกลับมาจากการทำงานในตอนรุ่งสาง เรื่องราวของเด็กชายผู้นี้จึงจบลงด้วยชีวิตประจำวันธรรมดาของเขา
ตอบข้อ5. เด็กชายออกตามหาสัตว์เลี้ยงที่ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไรอยู่นานจนเวลาล่วงเลยไปถึงเกือบเที่ยงวัน เด็กชายรู้สึกเหนื่อยมากจึงนั่งพักสักครู่หนึ่งและออกเดินทางกลับบ้านมามือเปล่า เมื่อมาถึงบ้านพบว่าแม่ของตนทำท่าตื่นตกใจและวิ่งเข้ามากอด " นี่ลูกหายไปไหนมาตั้งครึ่งค่อนวันแม่เป็นห่วงมากนะ" แม่พูด
พ่อเปิดประตูเข้ามาทำท่าโกรธและเดินตรงเข้ามาเขกหัวเด็กชาย 1 ที พร้อมทั้งว่ากล่าวเด็กชาย "รู้มั้ยว่าแม่เป็นห่วงมาก ทำงานมาก็เหนื่อยพออยู่แล้วกลับมายังต้องมาห่วงลูกอีกคราวหน้าคราวหลังอย่าให้เป็นอย่างนี้อีกนะ" พ่อด่าเด็กชายด้วยเสียงที่ดัง เด็กชายร้องไห้และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อแม่ฟัง แม่จึงบอกเด็กชายว่ามีคนพบสัตว์เลี้ยงของเจ้าเมืองแล้วเป็นลูกสุนัขจิ้งจอกนอนสลบอยู่ที่ลำธารในป่าใกล้ๆนี่เอง พร้อมกับต่อว่าเด็กชายว่าอย่างทำอย่างนี้อีก เรื่องราวของเด็กชายผู้นี้จึงจบลงด้วยชีวิตประจำวันที่เด็กชายจะคงจำขึ้นใจไปอีกนาน
ตอบข้อ7. เมื่อกลับมาถึงบ้านเด็กชายจึงเอาตระกร้าใบเก่าของแม่ที่ไม่ได้ใช้แล้วจัดการวางรองด้วยผ้าและให้ลูกสุนัขจิ้งจอกนอนพักภายในนั้น เมื่อพ่อแม่ของเด็กชายกลับมาถึงเด็กชายจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อและแม่ฟัง รวมทั้งขอโทษเรื่องที่ไม่ได้เก็บฟืนและทำอาหารเตรียมไว้ พ่อแม่ยิ้มและลูบหัวเด็กชายพร้อมทั้งบอกว่าลูกได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ต้องขอโทษหรอก พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้น"แอ๊ด! สวัสดีครับ! กระผมเป็นคนของเจ้าเมือง เราได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีเสียงลูกสุนัขดังออกมาจากบ้านนี้ทั้งที่บ้านหลังนี้ไม่ได้เลี้ยงสุนัข เนื่องจากท่านเจ้าเมืองได้ทำลูกสุนัขจิ้งจอกหายไปเราจึงมาตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง นั่น!!ชาล็อต!! ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้" นายทหารตะโกน เด็กชายเล่าเรื่องทั้งหมดให้นายทหารฟังนายทหารได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวขอบคุณเด็กชายและสั่งให้ทหารอีกคนไปนำรางวัลมาให้ ของรางวัลนั้นได้แก่แม่ไก่ 5 ตัว และวัวนมพันธุ์ดีอีก 3 ตัว เรื่องราวของเด็กชายผู้นี้จึงจบลงด้วยความสุข
***แหม่ได้ทดลองเขียนแล้วมันก็สนุกไม่หยอกเหมือนกันนะเนี่ยชักติดใจซะแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า"การตัดสินใจทำสิ่งใดก็ตาม อาจส่งผลต่ออนาคตอันไกลได้ จะคิดทำสิ่งใดจงคิดให้ดี ตัดสินใจแล้วก็ทำซะจะได้ไม่เสียใจภายหลัง" อ่านแล้วก็อย่าคิดอะไรมากนะครับผมก็เขียนเล่นๆแบบคิดอะไรได้ก็เขียนไป และก็ขอบคุณมากที่อ่านนะครับ
1000 เกมปราบเซียน

Player
1 คน แต่เล่นพร้อมกันกี่คนก็ได้และนั่นแหละคือความสนุกของเกมเนื่องจากได้แข่งขันกันว่าใครจะทำได้ก่อน
Objective
การคิดหาวิธีแก้ปัญหาจากโจทย์ให้ได้
Rule
ทำตามกฏที่ตั้งไว้ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละข้อ ง่าย-ยากแตกต่างกันไปซึ่งมีกำหนดไว้ด้วยรูปดาว(ยิ่งเยอะยิ่งยาก)
Resource
สติปัญญา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความคิดสร้างสรรค์
Conflict
การแข่งขันกันระหว่างเพื่อนๆว่าใครจะแก้ปัญหาได้ก่อน
Outcome
ความรู้สึกดีเมื่อแก้ปัญหาได้หรืออย่างน้อยหากแก้ไม่ได้ก็ได้ดูเฉลยเพื่อเอามาประดับปัญญาตัวเอง
***โจทย์ข้อที่เอามือใส่กระเป๋าเสื้อโค้ทแล้วเอาห่วงเชือกออกมาให้ได้เนี่ยมันหลอกนะครับ ผมไปลองคิดกับเพื่อนๆอีกทีแล้วมันทำไม่ได้อย่างเฉลยจริงๆเป็นกลลวงทางจิตใจที่น่าทึ่งมากเลยครับ คือการกำหนดให้ คีย์เวิร์ดอยู่ที่เสื้อโค้ทซึ่งถ้าเราลองเขียนรูปดูจะเห็นว่าเป็นรูปของห่วง 2 ห่วงคล้องกันไม่มีวันหลุดออกจากกันได้อยู่แล้ว แต่พอเอาคำเฉลยไปเกี่ยวข้องกับเสื้อโค้ทจึงทำให้รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ และยังใช้มุมมอง 3 มิติในการหลอกเสริมเข้าไปอีกส่งผลให้โดนหลอกกันถ้วนหน้าทั้งห้องเลยยังไงละครับท่าน
Monday, December 11, 2006
ออกแบบเกมภาค 5
ลองคิดเกมลักษณะ non-linear ดูบ้าง

จากตอนที่ผมเล่าถึงเกม 2 เกมที่ลักษณะการเล่นคล้ายกันแต่เนื้อเรื่องต่างกันคือเกม Fallout กับ Baldur's Gate นั้น ตอนช่วงที่กะลังเล่นผมก็เคยมีความคิดอยากสร้างเกมที่มีความยาวมากๆโดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเราก่อนในตอนแรกๆ เช่นอาจจะเป็นมนุษย์ธรรมดาแล้วเมื่อดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆจะมีทางแยกให้เลือกได้ว่าจะเป็นปิศาจหรือมนุษย์ต่อไป สมมติเลือกปิศาจแล้วสภาพแวดล้อมของเกมจะเปลี่ยนไปหมดโดยที่คล้ายกับเป็นโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์อยู่แต่สีสรรจะกลายเป็นโทนมืดๆสลัวๆ ซึ่งเมื่อเราเป็นปิศาจเราจะสามารถกลับไปสะสางสิ่งต่างๆที่ตอนเป็นมนุษย์เคยทำไม่ได้ แต่ตอนนี้มีพลังทำได้แล้วเช่นการครองโลก เป็นต้น
เมื่อเล่นเป็นปิศาจมาถึงจุดหนึ่งพอเบื่อแล้วจะสามารถชำระบาปได้โดยการไปเกิดเป็นสัตว์ และการเกิดเป็นสัตว์จะแตกต่างกันไปตามบาปที่ทำไว้จึงแตกต่างกันไปทุกครั้ง เมื่อบาปกรรมเราหมดแล้วต่อมาอาจมีทางแยกอีกให้สามารถกลายเป็นเทพได้เมื่อเป็นเทพแล้วจะสามารถ ยกระดับสถานภาพตัวเองจนถึงระดับที่สามารถบริหารสวรรค์ได้โดยการกระทำของเราจะยังส่งผลต่อโลกมนุษย์และนรกอยู่ด้วย และเมื่อบริหารสวรรค์ไประดับนึงจะพบกับสวรรค์ของดาวเคราะห์ดวงอื่น(ซึ่งตรงนี้เองหากยังเป็นมนุษย์อยู่เนื้อเรื่องจะดำเนินมาถึงจุดที่ได้พบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่) พูดไปมากๆชักเริ่มเพ้อฝันแต่ถ้าเขียนไปเรื่อยๆผมเชื่อว่าจะสามารถเขียนได้แบบไม่มีวันจบวันสิ้นเลยทีเดียว และเมื่อเล่นจบแล้วจะสามารถเล่นใหม่ได้อีกเรื่อยๆไม่รู้จบเพื่อทดลองเป็นสถานภาพอย่างอื่นต่อๆไปอีก
ขอตั้งชื่อเกมว่า "Evil or Angle" ละกันครับ

Tuesday, December 5, 2006
ออกแบบเกมภาค 4
หลังจากได้ฟังแนวคิดของเกม "แพคแมนฮัตตัน" ที่อาจารย์บอกว่าฝรั่งเค้าเล่นกันโดยใช้คนจริงๆวิ่งไล่กันในเมืองเลยผมก็เกิดแนวคิดว่าทำไมเราไม่ลองคิดเกมที่มีลักษณะดังนี้
ชื่อเกม
วันนี้คุณรู้จักเพื่อนเพิ่มหรือยัง?
สถานที่
จัดให้จุฬาฯเป็นที่เล่นและมีคณะต่างๆเป็นช่องเดิน โดยที่เราอาจกำหนดให้ศาลาพระเกี้ยวเป็นจุดเริ่มต้น
ผู้เล่น
รับสมัครจากนิสิตจุฬาฯทุกคณะทุกชั้นปีมาร่วมเล่นด้วยกัน
กติกา
ใน 1 สัปดาห์ จะให้ผู้เล่นทอยลูกเต๋าได้ 1 ครั้งเพื่อกำหนดสถานที่และวันเวลาในการไปพบเพื่อนซึ่งจะถูกกำหนดไว้ในกระดาษที่จับสลากได้ โดยที่จะมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆไว้และต้องทำเงื่อนไขต่างๆให้สำเร็จภายใน 1 สัปดาห์ให้ได้โดยต้องมีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันกับคณะกรรมการเพื่อบันทึกคะแนนสะสมและจะมีการรวบรวมคะแนนเพื่อค้นหาตัวผู้ชนะเลิศ "The Friendly of the year"ในตอนจบ
รายละเอียดปลีกย่อย
ในวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นช่วงเวลาใดก็ได้ให้ผู้เล่นทุกคนมาทอยลูกเต๋าหาตำแหน่งเดินและจับสลากกิจกรรมที่ต้องทำที่ศาลาพระเกี้ยว ซึ่งกิจกรรมต่างๆก็ได้แก่ การไปพบกับเพื่อนคณะต่างๆ(ที่ลงสมัครเล่นเกมด้วยเหมือนกัน)และไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มไม่น้อยกว่า 5 คน และต้องเป็นเพื่อนต่างคณะกันทั้งหมด เป็นต้น
วัตถุประสงค์
การทำให้เด็กทุกคณะได้มีโอกาสทำความรู้จักกัน เผลอๆอาจเกิดคู่รักขึ้นเลยก็เป็นได้
สรุป
ผมคิดว่าหากมหาวิทยาลัยมีกิจกรรมที่น่าสนใจลักษณะนี้มันคงจะรู้สึกดีไม่น้อยหากเรามาเรียนที่มหาวิทยาลัยโดยรู้สึกตื่นเต้นว่าวันนี้จะได้เจอกับอะไรกันนะอาจจะมีสาวมาชวนเราไปเที่ยวก็ได้ หรืออาจมีเรื่องอะไรให้เราประหลาดใจเรื่องดีๆซึ่งมันจะทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้นก็เป็นได้
ชื่อเกม
วันนี้คุณรู้จักเพื่อนเพิ่มหรือยัง?
สถานที่
จัดให้จุฬาฯเป็นที่เล่นและมีคณะต่างๆเป็นช่องเดิน โดยที่เราอาจกำหนดให้ศาลาพระเกี้ยวเป็นจุดเริ่มต้น
ผู้เล่น
รับสมัครจากนิสิตจุฬาฯทุกคณะทุกชั้นปีมาร่วมเล่นด้วยกัน
กติกา
ใน 1 สัปดาห์ จะให้ผู้เล่นทอยลูกเต๋าได้ 1 ครั้งเพื่อกำหนดสถานที่และวันเวลาในการไปพบเพื่อนซึ่งจะถูกกำหนดไว้ในกระดาษที่จับสลากได้ โดยที่จะมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆไว้และต้องทำเงื่อนไขต่างๆให้สำเร็จภายใน 1 สัปดาห์ให้ได้โดยต้องมีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันกับคณะกรรมการเพื่อบันทึกคะแนนสะสมและจะมีการรวบรวมคะแนนเพื่อค้นหาตัวผู้ชนะเลิศ "The Friendly of the year"ในตอนจบ
รายละเอียดปลีกย่อย
ในวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นช่วงเวลาใดก็ได้ให้ผู้เล่นทุกคนมาทอยลูกเต๋าหาตำแหน่งเดินและจับสลากกิจกรรมที่ต้องทำที่ศาลาพระเกี้ยว ซึ่งกิจกรรมต่างๆก็ได้แก่ การไปพบกับเพื่อนคณะต่างๆ(ที่ลงสมัครเล่นเกมด้วยเหมือนกัน)และไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มไม่น้อยกว่า 5 คน และต้องเป็นเพื่อนต่างคณะกันทั้งหมด เป็นต้น
วัตถุประสงค์
การทำให้เด็กทุกคณะได้มีโอกาสทำความรู้จักกัน เผลอๆอาจเกิดคู่รักขึ้นเลยก็เป็นได้
สรุป
ผมคิดว่าหากมหาวิทยาลัยมีกิจกรรมที่น่าสนใจลักษณะนี้มันคงจะรู้สึกดีไม่น้อยหากเรามาเรียนที่มหาวิทยาลัยโดยรู้สึกตื่นเต้นว่าวันนี้จะได้เจอกับอะไรกันนะอาจจะมีสาวมาชวนเราไปเที่ยวก็ได้ หรืออาจมีเรื่องอะไรให้เราประหลาดใจเรื่องดีๆซึ่งมันจะทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้นก็เป็นได้
กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้!!!
Objective กลิ้งลูกบอลไปทับ Object ต่างๆให้บอลมีขนาดใหญ่ขึ้น
Procedure การบังคับ Joy analog ทั้งซ้ายและขวาให้สอดคล้องกันเพื่อให้ตัวละครเคลื่อนไหว
Rule การกลิ้งลูกบอลไปทับ Object ต่างๆให้ได้ขนาด หรือ จำนวนในเวลาที่กำหนด(อาจมีเงื่อนไขมากกว่านี้)
Resource การตัดสินใจเฉพาะหน้าว่าควรเคลื่อนไหวไปทิศทางไหน และการสื่อสารกันระหว่างผู้เล่นทั้งสองควรทำอย่างมีประสิทธิภาพ
Conflict ความยากในการบังคับทิศทาง(คนเดียวว่ายากแล้ว 2 คนนี่สุดๆ)จึงต้องมีการพูดคุยตกลงเพื่อความเข้าใจของผู้เล่นอยู่ตลอดเวลากรณีเล่น 2 คน
Outcome ความพึงพอใจในการได้เห็นไอ้ลูกกลมๆเนี่ยกลิ้งไปทับของที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
Outcome ความพึงพอใจในการได้เห็นไอ้ลูกกลมๆเนี่ยกลิ้งไปทับของที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
***เป็นอีกเกมหนึ่งที่ผมรู้สึกทึ่งกับแนวความคิดของผู้สร้างมากครับ ตอนนี้ไม่มีขายที่ไหนแล้ว ใครรู้แหล่งซื้อเกมเก่าๆดีๆบอกผมทีน้า
(T(O_O)T)M
Subscribe to:
Posts (Atom)



